สาระการเงิน



13 พ.ย. 62

5 ขั้นตอน...เตรียมความพร้อมก่อนการลงทุน

1.รู้จักตัวเองและเป้าหมายการลงทุน ในการลงทุนต้องเลือกก่อนว่า จะเล่นสั้น (เทรดหุ้น) หรือ ลงทุนระยะยาว (ออมหุ้น) ทั้งสองวิธีมีเป้าหมายและผลลัพธ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเล่นหุ้นสั้น (เทรดซื้อๆขายๆ) มีเป้าหมายเพื่อให้ได้เงินเร็วๆ ได้กระแสเงินสด (Cash-Flow) จุดเด่นของการเทรด คือ ได้เงินทันทีได้เงินเร็ว ส่วนการลงทุนระยะยาว (ออมในหุ้น) คือ การเลือกหุ้นพื้นฐานดีมีปันผล แล้วถือระยะยาว มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่งคั่งหรือที่เราเข้าใจกันว่าเป็นวิธี “วางเงินให้ทำงาน” นั่นเอง ผู้ลงทุนควรเข้าใจการลงทุนทั้งสองวิธี ทั้งลงทุนระยะสั้นและระยะยาว เพื่อที่จะแบ่งสัดส่วนของเงินลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย คือ มีเงินส่วนนึงที่วางเพื่อรวย และมีเงินอีกส่วนนึงที่ให้กระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง 2.วางแผนการลงทุน แผนการ คือ ขั้นตอนสำคัญสู่ความสำเร็จ การวางแผนการลงทุน ช่วยให้เราก้าวเดินสู่เป้าหมายอย่างมีลำดับ แล้วช่วยให้เรารู้ว่า เราเดินมาใกล้ความสำเร็จเพียงใดแล้ว ในการลงทุนในหุ้น เราสามารถแบ่งเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น ระยะสั้นเราอาจวางแผนเพื่อให้การลงทุนมีกระแสเงินสด ได้เงินอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้จ่าย ส่วนเป้าหมายระยะยาวเพื่อสร้างความมั่งคั่ง – “แผนลงทุนระยะสั้นเพื่อมีเงินใช้ตลอด แผนลงทุนระยะยาวเพื่อรวย”3.ศึกษาข้อมูล หลักทรัพย์บัวหลวงเน้นสร้างความรู้ให้ลูกค้าภายใต้หลักการ “เปลี่ยนห้องค้า เป็นห้องเรียน” โดยเราสร้างหลักสูตร และโปรแกรมการเรียนรู้เพื่อลูกค้าทุกรูปแบบ เช่น Bualuang Investment Station, The Stock Master, BLStalk รวมทั้งจัดสัมมนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เรามีสินค้าทางการลงทุนทุกรูปแบบที่สนองตอบตามเป้าหมายและแผนการลงทุนของท่านในการลงทุนระยะยาว เรามีสินค้าทางการเงินที่ท่านสามารถ “วางเงินให้ทำงาน” เช่น กองทุนตราสารหนี้, กองทุนอสังหาริมทรัพย์, กองทุนหุ้นในประเทศ, กองทุนหุ้นต่างประเทศ, กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งบริการ Robot ที่ ช่วยบริหารเงิน เพื่อลงทุนในหุ้นแบบอัตโนมัติให้หุ่นยนต์เล่นหุ้นให้ในการลงทุนระยะสั้น เรามีสินค้าเพื่อการทำกำไรระยะสั้น เช่น TFEX, DW01 และอื่นๆ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเทรดหุ้นทั้งขาขึ้นและทำกำไรในขาลงได้4.รู้จักวิธีการลงทุน เราจัดความรู้และเครื่องมือ เป็น 3 ช่วง คือ “Pre-Trade , Trade , Post-Trade” เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อความเข้าใจ • Pre-Trade ก่อนเล่นหุ้น ลูกค้าควรมีความรู้ เรามี Bualuang Investment Station ที่คอยให้ความรู้ต่างๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการลงทุน รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ทันทุกสถานการณ์ด้วย Bualuang iChannel • Trade เมื่อลูกค้าเริ่มเทรด เรามีเครื่องมือที่ช่วยในการซื้อขายออนไลน์ ซึ่งหลักทรัพย์บัวหลวงได้พัฒนาเครื่องมืออย่าง Bualuang iAlgo เพื่อช่วยเฝ้าพอร์ตการลงทุน ช่วยตั้งจุด Stop-Loss และ ช่วย Let Profit Run เป็นเครื่องมือช่วยให้จำกัดความเสี่ยงในการเทรดหุ้น ให้ลูกค้าสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจ และเรายังมีผู้แนะนำการลงทุนที่พร้อมให้คำปรึกษาและเป็นผู้ช่วยดูแลการลงทุนของท่าน • Post-Trade หลังการเทรดเราสร้างสมุดพกการลงทุนเล่มแรกของประเทศไทย เรียกว่า Bualuang iTracker เพื่อช่วยวิเคราะห์การลงทุนของพอร์ตลูกค้าทุกท่าน ว่ามีจุดเด่น จุดด้อย และควรปรับปรุงอย่างไร นวัตกรรมทั้งหมดที่เราสร้าง เพื่อให้ง่ายในการพัฒนาความรู้ และช่วยให้ทุกท่านเดินทางสู่เป้าหมายความมั่งคั่งได้อย่างมั่นใจ • E-Services นอกจากนี้เรายังมีบริการอิเล็กโทรนิกส์เพื่อให้การทำทุกธุรกรรมโอนหลักประกันอย่าง E-ATS และบริการรับเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Document ของท่านสะดวกยิ่งขึ้น5.ลงมือและติดตามผล อย่างที่ได้กล่าวแล้วว่า นวัตกรรมการติดตามผลการลงทุนในพอร์ตของลูกค้าทุกท่านอย่าง Bualuang iTracker จะเป็นผู้ช่วยตัวสำคัญ ที่คอยทำให้เป้าหมายการลงทุนที่ลูกค้าตั้งใจไว้ให้เกิดเป็นจริงได้ การลงทุนเป็นการเดินทางในชีวิตที่เราเปลี่ยนเงินที่เรามีให้มันทำงานให้เรา "Money Work for You" นั่นคือ เป้าหมายขั้นสุดยอดของนักลงทุน เป็นนายของเงินและสั่งเงินทำงานด้วยความรู้ขอบคุณสาระดีๆจาก finrwealthbuilder

13 พ.ย. 62

ความเสี่ยงเกิดขึ้น เราจะรับมือกับความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงิน ได้ 4 วิธี

1.การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง คือการละเว้น ไม่กระทำเรื่องที่เป็นภัย หรือเรื่องที่มีความเสี่ยง เช่น เราจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเป็นโรคถุงลมโป่งพองได้ ด้วยการไม่สูบบุหรี่2.การลดความเสี่ยง คือการลดกิจกรรมหรือหาทางป้องกันความเสี่ยง เพื่อลดโอกาสในการเกิดภัยนั้นๆ ให้น้อยลง เช่น การออกกำลังกายทุกวัน กินอาหารดีมีประโยชน์ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงภัยที่จะเกิดกับสุขภาพลดการเจ็บป่วยลงได้3. การโอนความเสี่ยง คือการผลักภาระทางการเงินทั้งหมด หรือบางส่วนที่อาจเกิดจากภัยร้ายไปยังบุคคลที่สามหรือบริษัท ทำประกัน เพื่อลดภาระทางการเงินที่จะสูญเสียโดยตรง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การทำประกันภัยนั่นเอง4. การรับความเสี่ยงไว้ด้วยตัวเอง คือการรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไว้กับตัวเอง โดยคำนวณแล้วว่า อยู่ในวิสัยที่รับมือได้ ซึ่งการรับภาระส่วนนี้ มักจะเป็นส่วนที่เจ็บป่วยเล็กน้อย หรือมีปัญหาสุขภาพในระดับปกติของคนทั่วไป เช่น ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ นิดหน่อย ไปหาหมอและจ่ายค่าหมอเล็กน้อยๆนั้นได้ ไม่ต้องไปทำประกันให้ยุ่งยากและเสียเบี้ยที่อาจไม่คุ้ม ขอบคุณสาระดีๆจาก gotoknow

13 พ.ย. 62

สิ่งสำคัญคือ นิสัยการใช้เงิน ซึ่งควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก

1. ทำความเข้าใจเรื่องรายได้ กับกำไร และรู้จักทำบัญชีรับ-จ่าย ท่องไว้เสมอว่า เงินทองนั้นหายาก ดังนั้น พยายามใช้สอยอย่างประหยัด และอย่าเข้าใจผิดว่ารายได้ หมายถึงกำไร ผู้ประกอบการบางคนเข้าใจว่า บริษัทมีรายได้มหาศาล แต่รายได้ไม่ใช่กำไร บางครั้งหักลบต้นทุนกับค่าใช้จ่ายออกมาแล้วเหลือกำไรเพียงส่วนเดียวเท่านั้น2. แยกบัญชีเงินส่วนตัวและเงินที่ใช้ทำธุรกิจออกจากกันให้ชัดเจน ผู้ประกอบการขนาดเล็กหลายต่อหลายราย ดำเนินธุรกิจไม่รอดเพราะนำเงินส่วนตัวกับเงินในการทำธุรกิจเข้ามาใช้ปะปนกันจนสุดท้ายแยกไม่ออกว่า เงินส่วนไหนเป็นเงินอะไร โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีธุรกิจหลากหลาย เช่น ขายเนื้อสัตว์สดให้กับร้านค้าส่ง พร้อมกับแปรรูปเนื้อสัตว์ไปด้วย ในทางปฏิบัติควรแยกบัญชีให้ชัดเจน เพื่อให้ทราบถึงต้นทุนและกำไรของแต่ละธุรกิจ ที่สำคัญในแต่ละธุรกิจก็ต้องให้ค่าแรงตัวเองด้วย3. เมื่อต้องจ้างพนักงานให้มองไปที่ความคุ้มค่าและคุ้มทุน หากต้องจ้างพนักงาน ให้คำนึงถึงคุณภาพและความสามารถ มากกว่าเรื่องของปริมาณ เพราะหากคุณจ้างคนที่ถูกต้อง ขยัน อดทน อาจสามารถทำงานได้เท่ากับคนขี้เกียจรวมกัน 3 คนเลยก็ได้ ดังนั้น พยายามลงทุนในเรื่องการคัดเลือกและสัมภาษณ์พนักงานเข้าทำงานด้วยตัวเอง จะได้รับคนที่ถูกใจมาร่วมงานจริงๆ4. ใช้ซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้งานเดินหน้าไปอย่างอัตโนมัติได้ ไม่จำเป็นที่เราต้องบริหารงานด้วยตัวเองไปซะทุกเรื่อง หากมีซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้เราบริหารจัดการเรื่องราวใดๆ ได้ คุณไม่ควรมองข้ามตัวเลือกเหล่านั้น เพราะสำหรับผู้ประกอบการ เวลาล้วนแต่เป็นเงินเป็นทอง ยกตัวอย่างเช่น ใน สหรัฐอเมริกา มีโปรแกรม MailChimp ที่ช่วยเหลือในด้านการตลาดอีเมล ใช้สำหรับจัดการสมาชิก ส่งอีเมล ช่วยติดตามผล ซึ่งสามารถใช้งานผสานกับโปรแกรมอื่นๆ ได้ เป็นต้น ลองใช้เวลาศึกษาดูว่า สิ่งที่เราต้องทำ มีโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์สำเร็จรูปแบบไหนช่วยแบ่งเบาภาระ หรือช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้นได้บ้าง ซึ่งบางโปรแกรมอาจต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี ก็ลองหาโปรแกรมที่เปิดให้ใช้งานฟรีมาทดสอบใช้ดูก่อน ในอนาคตหากองค์กรมีการขยับขยายค่อยลงทุนเพิ่มอีกสักนิดก็คงไม่เป็นไร5. ระมัดระวังเรื่องกระแสเงินสดอยู่เสมอ ในแต่ละธุรกิจมีรูปแบบการใช้จ่ายรายเดือนที่แตกต่างกันออกไป บางธุรกิจต้องจ่ายเงินในการผลิตสินค้าล่วงหน้า อาจจ่ายครึ่งหนึ่ง อาจจ่ายเต็ม หรืออาจสั่งผลิตในปริมาณที่มากเพื่อให้ต้นทุนต่อชิ้นถูกลง จากนั้นจึงนำสินค้าไปวางจำหน่าย กว่าจะได้เงินกลับคืนมา หรือมีค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ต้องชำระในแต่ละปีในช่วงเดือนใด ก็ต้องพิจารณาและทำบัญชีให้รอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าในแต่ละเดือนมีเงินเพียงพอในการชำระค่าต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ เช่น เงินเดือน ค่าเช่าสถานที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าธรรมเนียมต่างๆ ฯลฯ6. การจ่ายเงินในการลงทุนทุกบาท ควรวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้ เหมือนที่กล่าวไว้ตามข้างต้นว่า เงินทองนั้นหายาก ดังนั้น พยายามใช้สอยอย่างประหยัด นอกจากนั้น ควรเพิ่มไปอีกนิดว่า การใช้เงินทุกบาทในการทำธุรกิจ ควรคิดก่อนใช้ คิดว่าใช้ไปเพื่ออะไร ซื้ออุปกรณ์หรือลงทุนไปแล้วจะได้อะไรตอบแทนกลับมา เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการใช้จ่าย และทำให้เงินที่จ่ายไปเกิดประโยชน์ต่อองค์กรอย่างสูงสุด7. อดออมและลงทุน สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจคือ ต้องไม่ลืมอดออมเงิน ดังนั้น ควรกันเงินที่เป็นกำไรไว้ส่วนหนึ่ง อาจเก็บไว้ที่ธนาคารหรือนำไปลงทุนในส่วนที่ไม่เสี่ยงต่อการขาดทุน เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ถอนออกมาใช้จ่ายได้ทัน อีกส่วนควรนำไปลงทุนตามความเหมาะสม เพื่อให้กำไรงอกเงยขึ้นมา การลงทุนนั้นดีกว่าเก็บเงินไว้เปล่าๆ เปรียบเสมือนการใช้ “เงิน” ให้ทำงานแทนเรา อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาช่องทางการลงทุนให้ดีก่อน ไม่เช่นนั้นอาจเจ็บตัวได้ง่ายๆ ขอบคุณสาระดีๆจาก tcg.or.th